จำนวนผู้เข้าชม 12,089,417
ข่าวปลอม
เศรษฐกิจ

ข่าวปลอม อย่าแชร์! รัฐบาลกู้เงินจนหนี้ท่วมการคลัง ไม่สามารถจัดการหนี้ได้

ตามที่มีการส่งต่อข้อความในประเด็นเรื่อง รัฐบาลกู้เงินจนหนี้ท่วมการคลัง ไม่สามารถจัดการหนี้ได้ ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยหน่วยงานที่ตรวจสอบกลุ่มสารนิเทศการคลัง กระทรวงการคลัง พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ

กรณีที่มีการส่งต่อเรื่องราวโดยระบุว่ารัฐบาลกู้เงินสนั่นเมือง หนี้ท่วมการคลังประเทศสาหัส ทางกลุ่มสารนิเทศการคลัง กระทรวงการคลังได้ตรวจสอบและชี้แจงว่าในภาวะปกติ กระทรวงการคลังจะกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณตามกฎหมายว่าด้วยการบริหารหนี้สาธารณะซึ่งเป็นการกู้เงินตามปกติเมื่อรัฐบาลต้องการดำเนินนโยบายการคลังแบบขยายตัว เพื่อสนับสนุนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยเป็นการกู้เงินเพื่อการลงทุนมากกว่าร้อยละ 65 ของหนี้สาธารณะคงค้าง สำหรับในภาวะที่ไม่ปกติ การดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจและสังคมต่างๆของประเทศโดยเฉพาะภาคเอกชนหยุดชะงัก รัฐบาลเป็นเพียงภาคส่วนเดียวที่มีความสามารถในการใช้จ่ายและขับเคลื่อนเศรษฐกิจในช่วงวิกฤติในอดีตเคยมีการกู้เงินโดยการตราพระราชกำหนดหลายฉบับ ตัวอย่างเช่น ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 หรือวิกฤตต้มยำกุ้ง ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบสถาบันการเงินเป็นหลัก มิได้กระทบประชาชนทุกระดับ ทุกภาคส่วน อย่างการแพร่ระบาดของโควิดในครั้งนี้ แต่มีการกู้เงินรวมสูงถึง 1.28 ล้านล้านบาท จาก พ.ร.ก. ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินและจัดหาเงินกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุน เพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2541 วงเงิน 500,000 ล้านบาท (FIDF1) และในปี พ.ศ. 2545 วงเงิน 780,000 ล้านบาท (FIDF3) ในช่วงวิกฤตสินเชื่อซับไพรม์ซึ่งส่งผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ (อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจติดลบร้อยละ 0.7) แต่ก็ไม่ได้รุนแรงเท่าครั้งนี้ที่คาดกันว่า GDP ในปีนี้จะติดลบร้อยละ 5 ถึงร้อยละ 6 ในช่วงปี 2552 ก็ยังมีการออก พ.ร.ก. ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ. 2552 (ไทยเข้มแข็ง) วงเงิน 400,000 ล้านบาท

การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อชีวิตและสุขภาพอนามัยของประชาชนทุกสาขาอาชีพในวงกว้าง (Pandemic) การดำเนินมาตรการควบคุมและยับยั้ง การแพร่ระบาด ส่งผลให้การดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจของทุกภาคส่วนทั่วโลกเกิดภาวะชะงักงันอย่างฉับพลัน นอกจากนี้ ยังส่งผลกระทบอย่างรุนแรงและขยายเป็นวงกว้างทั่วโลก ไม่ใช่เฉพาะประเทศไทย รัฐบาลหลายประเทศได้ดำเนินทั้งนโยบายการคลังและนโยบายการเงิน โดยการกู้เงินจำนวนมากเพื่อแก้ปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจ การกู้เงินในช่วงวิกฤตทำให้ระดับหนี้สาธารณะ และสัดส่วนหนี้สาธารณะ/GDP เพิ่มสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อย่างไรก็ดี เมื่อปัญหาคลี่คลายและเงินกู้ดังกล่าวช่วยสนับสนุนให้เศรษฐกิจฟื้นตัว ประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้นและธุรกิจเติบโต GDP จะเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้ระดับหนี้สาธารณะต่อ GDP ปรับตัวลดลงเป็นลำดับ ต่ำกว่าในอดีตเมื่อเกิดวิกฤต ดังเช่นที่ระดับหนี้สาธารณะต่อ GDP เพิ่มสูงขึ้นอยู่ที่ระดับ 59.98 % ในปี 2543 และอยู่ที่ระดับ 42.36 % ในปี 2552 การกู้เงินของรัฐบาลในช่วงที่เกิดการระบาดของ COVID-19 เพื่อแก้ไขปัญหา ช่วยเหลือและเยียวยาทุกภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบ ช่วยให้เศรษฐกิจไทย (GDP) ปี 2563 หดตัวลดลงเหลือร้อยละ 5.1ซึ่งดีกว่าที่ IMF คาดการณ์ว่าจะหดตัวที่ร้อยละ 8 นอกจากนี้ ที่ผ่านมารัฐบาลกู้เงินเพื่อวางรากฐานการพัฒนา สร้างรายได้และเร่งรัดการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อกระจายความเจริญ ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม ขยายโอกาสและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน รวมทั้งเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยเป็นการลงทุนด้านคมนาคม สาธารณูปการ และการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม เป็นสำคัญ โดยช่วงปี 2557 – 2564 รัฐบาลได้กู้เงินเพื่อวางรากฐานการพัฒนาสร้างรายได้และเร่งรัดการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อกระจายความเจริญ ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม ขยายโอกาสและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน รวมทั้ง เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยในปี 2557 – 2564 เป็นช่วงเวลาที่รัฐมีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานมากที่สุดถึง 178 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 2.6 ล้านล้านบาท

โครงการเงินกู้โครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญที่แล้วเสร็จและเปิดให้บริการแล้ว อาทิ โครงการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล และโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ทั่วประเทศ โครงการพัฒนาระบบสายส่งและสถานีไฟฟ้าทั่วประเทศ โครงการพัฒนาระบบบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและก่อสร้างปรับปรุงขยาย การประปาส่วนภูมิภาค นอกจากนี้ ยังมีโครงการเงินกู้โครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญในสาขาต่างๆ ที่อยู่ระหว่างดำเนินการและจะทยอยเปิดให้บริการแก่ประชาชนเพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ หนี้สาธารณะคงค้าง ณ สิ้นเดือนพฤศจิกายน 2564 มีจำนวน 9.62 ล้านบาท หรือคือเป็นร้อยละ 59.58 ต่อ GDP อย่างไรก็ดี ระดับหนี้สาธารณะในปัจจุบันยังไม่ก่อให้เกิดปัญหาการคลังแต่อย่างใด เนื่องจากรัฐบาลยังคงมีความสามารถในการชำระหนี้ (Debt affordability) โดยติดตามสัดส่วนภาระดอกเบี้ยต่อประมาณการรายได้ประจำปีอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับสากลได้คงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยที่ BBB+ Stable Outlook ซึ่งเป็นระดับที่น่าพอใจค่อนข้างมากภายใต้สถานการณ์วิกฤติCOVID-19 ขณะที่หลายประเทศถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือและมุมมองความน่าเชื่อถือ นอกจากนี้เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2564 Moody’s ยังเชื่อมั่นว่า ประเทศไทยมีการบริหารจัดการหนี้สาธารณะแข็งแกร่ง และมีหนี้ระยะยาวช่วยสนับสนุนภาคการคลังให้เข้มแข็ง อีกทั้ง เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2564 Fitch Ratings เชื่อมั่นว่าภาคการคลังของประเทศไทยมีความแข็งแกร่ง โดยความเสี่ยงภาคการคลังสาธารณะจากการเพิ่มขึ้นของหนี้ภาครัฐบาลได้รับการบริหารจัดการโดยกลยุทธ์การบริหารหนี้สาธารณะที่เข้มแข็ง ดังนั้นขอให้ทุกท่านเชื่อมั่นว่า รัฐบาลยังมีความสามารถในการบริหารจัดการหนี้สาธารณะได้

ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ และเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารจากกระทรวงการคลัง สามารถติดได้ที่เว็บไซต์ https://www.mof.go.th หรือโทร 02 126 5800

บทสรุปของเรื่องนี้คือ : หนี้สาธารณะคงค้าง ณ สิ้นเดือนพฤศจิกายน 2564 มีจำนวน 9.62 ล้านบาท หรือคือเป็นร้อยละ 59.58 ต่อ GDP ระดับหนี้สาธารณะในปัจจุบันยังไม่ก่อให้เกิดปัญหาการคลังแต่อย่างใด เนื่องจากรัฐบาลยังคงมีความสามารถในการชำระหนี้ โดยติดตามสัดส่วนภาระดอกเบี้ยต่อประมาณการรายได้ประจำปีอย่างใกล้ชิด และยังมีความสามารถในการบริหารจัดการหนี้สาธารณะได้

ข่าวอื่นๆที่เกี่ยวข้อง

ข่าวล่าสุด

Skip to content