จำนวนผู้เข้าชม 39,729,173

หลักฐานปาตานีไม่มีอยู่จริง เพิ่งถือกำเนิดตอนปี 2565 จากการสร้างอัตลักษณ์ของมลายูรายอที่ต้องการแบ่งแยกดินแดน

เป็นการนำเอาข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์และการเมืองแห่งอัตลักษณ์ มาผสมปนเปกับข้อมูลเท็จด้านกรอบเวลา ซึ่งก่อให้เกิดความเข้าใจผิดถึงรากฐานและพัฒนาการของปัญหาที่แท้จริงในพื้นที่ โดยจุดที่บิดเบือนและเป็นข้อมูลเท็จอย่างชัดเจนคือการระบุว่าคำนี้เพิ่งถือกำเนิดขึ้นในปี พ.ศ. 2565 แท้จริงแล้ววาทกรรมคำว่า “ปาตานี” (ที่ลากสระเสียงยาวในพยางค์แรก) ถูกประดิษฐ์และเริ่มปรากฏขึ้นครั้งแรกในแวดวงวิชาการท้องถิ่นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2541 เป็นต้นมา โดยก่อนหน้านั้นเอกสารทางประวัติศาสตร์และนักวิชาการทุกฝ่าย ทั้งจากส่วนกลางและในพื้นที่ ล้วนสะกดและออกเสียงด้วยคำว่า “ปัตตานี” หรือ “ปตานี” ที่เป็นสระเสียงสั้นมาโดยตลอด

หลักฐานปาตานีไม่มีอยู่จริง เพิ่งถือกำเนิดตอนปี 2565 จากการสร้างอัตลักษณ์ของมลายูรายอที่ต้องการแบ่งแยกดินแดน

สำหรับบริบทของปี 2565 ที่ถูกนำมาเชื่อมโยงจนเกิดความคลาดเคลื่อนนั้น แท้จริงแล้วคือจุดพลิกผันทางการทูตในเวทีเจรจาสันติสุข เมื่อขบวนการ BRN ได้นำวาทกรรมนี้มายื่นข้อเสนออย่างเป็นทางการผ่านคำว่า “Patani Community” (ชุมชนปาตานี) ในเอกสารภาษาอังกฤษ เพื่อลดทอนความรุนแรงและหลอกล่อให้ตัวแทนรัฐไทยยอมรับ แต่ในทางกลับกัน ภาษาที่พวกเขาใช้สื่อสารเพื่อปลุกระดมมวลชนในพื้นที่กลับใช้คำว่า “Bangsa Patani” ซึ่งมีความหมายถึงประชาชาติหรือรัฐชาติที่มีอำนาจอธิปไตย

ส่วนประเด็นที่เป็นข้อเท็จจริงคือ คำว่า “ปาตานี” แบบลากเสียงยาวนั้นไม่มีอยู่จริงในประวัติศาสตร์และผิดเพี้ยนไปจากหลักภาษาศาสตร์ท้องถิ่น ตามกฎของภาษามลายูปัตตานี (ตานิง กาแต) คำที่ลงท้ายด้วยสระอาจะต้องออกเสียงเป็น “ออ” ดังนั้นการถอดเสียงจากอักษรโรมัน “Patani” แล้วอ่านแบบคาราโอเกะว่า ปา-ตา-นี จึงเป็นการประดิษฐ์คำขึ้นมาใหม่ที่ขัดแย้งกับหลักไวยากรณ์และสำเนียงดั้งเดิมอย่างสิ้นเชิง

นอกจากนี้ หลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่เก่าแก่และเชื่อถือได้ยังยืนยันถึงการใช้สระเสียงสั้นมาตลอด ทั้งพงศาวดารมลายูของมะละกา (Sejarah Melayu) อายุกว่า 400 ปี ที่ระบุที่มาของเมืองว่า “ป๊ะ ตานี” (พ่อของตานี) รวมถึงพจนานุกรมของมิสซิสเอไลซา โจนส์ ในสมัยรัชกาลที่ 4 ที่บันทึกเสียงเรียกตามจริงของชาวบ้านในยุคนั้นว่า “ตานี” ซึ่งชี้ให้เห็นว่าเสียงพยางค์หน้าได้กร่อนหายไป และไม่เคยมีการออกเสียงลากยาวในอดีต วัตถุประสงค์ที่แท้จริงเบื้องหลังการประดิษฐ์คำนี้ขึ้นมาใหม่ คือการทำสงครามจิตวิทยาและการสร้างการเมืองแห่งอัตลักษณ์ (Identity Politics) เพื่อขีดเส้นแบ่งความแปลกแยกจากรัฐส่วนกลาง และถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือเพื่ออ้างสิทธิ์เหนือดินแดนที่กว้างกว่าความเป็นจริง โดยมีความพยายามรวบเอา 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา (จะนะ เทพา สะบ้าย้อย นาทวี) เข้าไปในแผนที่จินตนาการ ทั้งที่ชาวบ้านในพื้นที่มีประวัติศาสตร์ ภาษา และอัตลักษณ์ที่แตกต่างออกไป

สรุปได้ว่า แม้ข้อกล่าวหานี้จะพูดความจริงในแง่ของการประดิษฐ์คำใหม่เพื่อสร้างอัตลักษณ์และแบ่งแยกดินแดนโดยไร้หลักฐานทางประวัติศาสตร์มารองรับ แต่การบิดเบือนช่วงเวลาว่าเรื่องนี้เพิ่งเกิดขึ้นในปี 2565 นั้น ทำให้สังคมมองข้ามความเป็นจริงที่น่ากังวลกว่า นั่นคือวาทกรรมทางการเมืองนี้ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน แต่ถูกบ่มเพาะ ฝังราก และใช้เป็นเครื่องมือแทรกซึมเข้าสู่ความเชื่อของสังคมมาอย่างเป็นระบบยาวนานกว่าสองทศวรรษแล้ว

ช่องทางการติดตามและแจ้งเบาะแสข่าวปลอม
LINE : @antifakenewscenter (http://nav.cx/uyKYnsG)
  หน่วยงานที่ตรวจสอบ

ข่าวอื่นๆที่เกี่ยวข้อง

ข่าวล่าสุด